เล่ากันว่า หากพระเยซูเจ้าเสด็จมาในยุคสมัยของเราเหมือนเมื่อครั้งที่พระองค์เคยเจริญชีวิตที่ปาเลสไตน์เมื่อสองพันปีก่อน
แล้วจับพลัดจับพลูทำให้พระองค์ต้องเสด็จผ่านหมู่บ้านคริสตชน หรือไปวัดวันอาทิตย์เพื่อร่วมพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพร้อมกับเรา
ทุกคนคงมองพระองค์ด้วยสาตาที่แปลกละคนกับการดูแคลน แล้วหันมาซุปซิปกันว่า ใครปล่อยให้คนบ้านี่มาเพ่นพ่านในวัด
ไม่มีใครจำพระองค์ได้
พระเยซูเจ้าเองก็คงตกใจกับสายตาที่จ้องมองพระองค์เช่นนั้น ยิ่งได้เห็นพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์หยุมหยิม
รวมถึง
ได้ฟังพระสงฆ์เทศน์สอนคงทำให้พระองค์ตะลึงงันว่า ใช่ข่าวดีที่พระองค์เคยประกาศหรือเปล่า คงไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่า
คุณมาผิดที่แล้ว แต่พระองค์คงจะรู้สึกอับอายอย่างที่สุดกับสายตาทุกคู่ที่จ้องมองพระองค์
และคงรับไม่ได้กับพฤติกรรม
และคำเทศน์สอนของพระสงฆ์ซึ่งตรงข้ามกับคำสอนและแบบอย่างที่พระองค์มอบไว้ให้ ที่สุด
พระองค์คงเล็ดลอดหนีไป
แบบเงียบๆ
เพื่อไม่ให้ใครได้เห็นอีก
พระวรสารของวันนี้กล่าวถึงเรื่องราวของพระเยซูเจ้า กับสถานการณ์ที่ตึงเครียดในศาลาธรรมเมืองนาซาเร็ธ สถานที่ที่พระองค์
เคยเจริญวัย ชาวนาซาเร็ธไม่ต้อนรับพระองค์และปฏิเสธที่จะฟังพระองค์ ทั้งนี้ก็เพราะจิตใจที่คับแคบของพวกเขา
ที่คิดว่าพระองค์เป็นแค่
ลูกของช่างไม้ชื่อโยเซฟและแม่ชื่อมารีย์หญิงชาวบ้านที่ไม่มีอะไร แล้วพระองค์ได้ปรีชาญาณนี้มาจากไหน พวกเขาอยากให้พระองค์แสดง
(อัศจรรย์) ให้พวกเขาได้เห็นว่าพระองค์เป็นพระผู้ไถ่ที่แท้จริง
พระเยซูเจ้ารู้ถึงความต้องการของพวกเขา จึงตรัสว่า ไม่มีประกาศกคนได้ได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้านเมืองของตน
(ลก 4:24) นี่คือความจริงที่ทิ่มแทงใจดำพวกเขา พระองค์ได้อ้างถึงเหตุการณ์การอดอยากครั้งใหญ่สมัยประกาศกเอลียาห์
มีหญิงหม้ายมากมายในกาลิลีแต่มีเพียงหญิงหม้ายที่เมืองเศราฟัทที่ได้รับการช่วยเหลือ และสมัยประกาศกเอลีชา
มีคนโรคเรื้อนมากมายในอิสราแอล แต่มีเพียงนาอามานชาวซีเรียที่ได้รับการรักษา นี่คือการยกย่องคุณธรรมของคนต่างศาสนา
เหนือกว่าชาวยิว ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ทำให้พวกเขาโกรธมากถึงขนาดหาช่องทางจะฆ่าพระองค์
เราอาจตกในบาปเดียวกันกับพวกเขาคือ บาปของความใจแคบ จิตใจที่ริษยาและคับแคบทำให้มองไม่เห็นด้านดีของผู้อื่น
สิ่งอื่น เราเคยคิดไหมว่า ศาสนาคาทอลิกของเราคือความจริงเที่ยงแท้เพียงศาสนาเดียว
ขณะที่ศาสนาอื่นคือความผิดพลาด
และที่มาของความชั่วร้าย เพราะเหตุนี้เองในยุคหนึ่งจึงมีคำสอนในลักษณะที่ว่า นอกพระศาสนจักรไม่มีความรอด
( Extra Ecclesiam nulla salus) ความคิดนี้มาจากนักบุญซีเปรียนแห่งคาร์เทจในศตวรรษที่ 3
และมีอิทธิพลต่อวิธีปฏิบัติของพระศาสนจักรก่อนสังคายนาวาติกันที่ 2

พระวาจาในวันนี้สอนเราให้ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยใจกว้าง ด้วยท่าทีของความเป็นพี่น้องให้สมกับการเป็นลูกของพระบิดา
องค์เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยปัจจุบันที่มีความแตกแยกรุนแรง มีการแบ่งสีเลือกข้าง
ความรักของพระเจ้าไม่เคย
แบ่งแยก
หรือเลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท แต่ทุกคนเป็นพี่น้องกัน
ในเทศกาลมหาพรตนี้ ขอให้เรามองเห็นคุณค่าและความดีของกันและกัน เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างอย่างน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย (คำสอนของพุทธทาสภิกขุ)
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
วัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย
8 มีนาคม 2010
ขอบคุณภาพจาก
thaihotlineorg.hi5.com
conquering.exteen.com
holyredeemerbangkok.net
ประกาศกกับการต้อนรับที่บ้านเกิด ฉบับเอกสาร








|