" ขอต้อนรับสู่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ดินแดนมรณสักขี 7 มาร์ตีแห่งการพลีชีพเพื่อปกป้องความเชื่อ"
     
 

 

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2012
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา


ข้อรำพึงจากพระวาจา
พระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์
ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง



 


 

บทอ่านจากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ   ฉธบ 18:15-20

องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านจะทรงบันดาลให้ประกาศกเหมือนท่านเกิดขึ้นสำหรับท่าน จากบรรดาพี่น้องของท่าน ท่านจะต้องเชื่อฟังเขา เมื่อท่านมาชุมนุมกันที่ภูเขาโฮเรบ ท่านวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านว่า “ ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าอีก หรือเห็นไฟกองใหญ่นี้อีกต่อไป เกรงว่าข้าพเจ้าจะต้องตาย” องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “ ที่เขาขอร้องมาก็ถูกต้อง เราจะบันดาลให้ประกาศกคนหนึ่งเหมือนท่านเกิดขึ้นจากบรรดาพี่น้องของเขา เราจะใส่ถ้อยคำของเราไว้ในปากของเขา และเขาจะพูดทุกอย่างที่เราสั่ง ใครที่ไม่ยอมฟังถ้อยคำของเราที่ประกาศกจะพูดในนามของเรา เราจะลงโทษเขา แต่ถ้าประกาศกคนใดบังอาจพูดในนามของเราโดยที่เราไม่ได้สั่ง หรือพูดในนามของเทพเจ้าอื่น ประกาศกผู้นั้นจะถูกประหารชีวิต"


 
 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์
ฉบับที่หนึ่ง
1 คร 7:32-35

พี่น้อง ข้าพเจ้าอยากให้ท่านปราศจากความกังวล ผู้ที่มิได้แต่งงานย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า หาวิธีทำให้พระองค์พอพระทัย ผู้ที่แต่งงานก็ย่อมสาละวนกับการงานของโลก หาวิธีทำให้ภรรยาพอใจ เป็นความกังวลหลายด้าน หญิงที่ไม่แต่งงานและสาวพรหมจารีนั้น ย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะได้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วย่อมสาละวนอยู่กับการงานของโลก หาวิธีทำให้สามีพอใจ ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของท่านเอง มิใช่เพื่อจำกัดสิทธิของท่าน แต่เพื่อความเป็นระเบียบให้ท่านสามารถอุทิศตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้โดยปราศจากความกังวล

พระวรสารนักบุญมาระโกมก 1:21-28

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อถึงวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์

ทันใดนั้น ในศาลาธรรมชายคนหนึ่งซึ่งปิศาจสิงอยู่ ร้องตะโกนว่า ‘ ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ? ท่านมาทำลายเราใช่ไหม? เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงดุมันและทรงสั่งว่า ‘ จงเงียบ! ออกไปจากผู้นี้!’ เมื่อปิศาจทำให้คนนั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา ทุกคนต่างประหลาดใจจึงถามกันว่า “ นี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจ เขาสั่งแม้กระทั่งปิศาจและมันก็เชื่อฟัง’ แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

 
 

 
 
 
 

คำสอนที่ทรงอำนาจ


คำสอนที่ทรงอำนาจ

สัปดาห์ที่ 4
เทศกาลธรรมดา
ปี B
ฉธบ 18:15-20
1 คร 7:32-35
มก 1:21-28

บทนำ

ในชีวิตของนักบุญฟรังซิสอัสซีซีเล่ากันว่า วันหนึ่งฟรังซิสได้เรียกพี่น้องคนหนึ่งมาหาและบอกว่าเราจะไปประกาศข่าวดีในเมืองด้วยกัน ทั้งสองเริ่มเดินรอบเมืองโดยไม่ได้พูดถึงคำเทศน์สอนสักคำ นอกจากทักทายผู้คนที่พบตามทางด้วยถ้อยคำที่สุภาพ พี่น้องคนนั้นได้ถามฟรังซิสว่า เมื่อไหร่เราถึงจะหยุดเดินเพื่อเทศน์สอนสักที ฟรังซิสตอบพี่น้องคนนั้นว่า การเดินทางของเราตั้งแต่ก้าวแรกคือการสอนประชาชน

คำพูดสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย คำพูดที่เต็มไปด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจและการให้อภัย สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้ คำพูดสามรถทำให้คนที่กำลังหวาดกลัวให้มีความยินดี ทำให้คนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวังให้มีความหวังและกำลังใจ สามารถเปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็นความรัก คำพูดสามารถทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความหมาย

ในพระวรสาร นักบุญมาระโกได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวันแรกในการเริ่มต้นพันธกิจของพระคริสตเจ้า วันนั้นเป็นวันสัปบาโต พระเยซูเจ้าได้เริ่มภารกิจของพระองค์พร้อมกับชาวเมืองกาเปอร์นาอุมในศาลาธรรม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวยิวไปชุมนุมกันเพื่อศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐานภาวนา ในสมัยพระเยซูเจ้าชาวยิวเดินทางไปพระวิหารเพื่อถวายเครื่องสักการบูชาและภาวนาเฉพาะแต่ในเทศกาลเท่านั้น แต่พวกเขาไปที่ศาลาธรรมเพื่อภาวนาและศึกษาตัวบทพระคัมภีร์ทุกวันสัปบาโต

1.           คำสอนที่ทรงอำนาจ

ในพระวรสารวันนี้ เราได้ยินพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปยังศาลาธรรมและสั่งสอนชาวเมืองกาเปอร์นาอุม ทุกคนที่ได้ยินคำเทศน์สอนของพระองค์ต่างประหลาดใจ เพราะพระองค์สอนอย่างผู้มีอำนาจไม่เหมือนการสอนของพวกธรรมาจารย์ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการอธิบายธรรมบัญญัติและธรรมประเพณีที่พวกเขาคุ้นเคย อำนาจของพระเยซูเจ้าเราพบได้ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ที่พระองค์ทรงขับไล่ปีศาจเจ้าแห่งโลกนี้ เพื่อสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้าขึ้นในโลก

ในพระวรสาร นักบุญมาระโกได้นำเสนอพระเยซูเจ้าแก่เราในฐานะผู้สั่งสอน อาจารย์ ผู้ทำอัศจรรย์และนักภาวนา พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำในชีวิตเปิดเผยของพระองค์ ยังความประหลาดใจแก่ประชาชนทั่วไป พระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ ขับไล่ผี รักษาแม่ยายของเปโตรและทรงรักษาคนเจ็บป่วยทุกชนิดที่มาหาพระองค์ พระองค์ทรงเป็นอาจารย์สอนพระวาจาของพระเจ้าผ่านทางพระบุคคลและชีวิตของพระองค์ ชีวิตทั้งหมดของพระองค์คือคำสอน ไม่เพียงในพระดำรัสที่พระองค์ตรัสแต่ในชีวิตทั้งครบของพระองค์เอง

นักบุญมาระโกได้นำเสนอพระเยซูเจ้าแก่เราวันนี้ในฐานะผู้สั่งสอน พระองค์ทรงสั่งสอนพระวาจาของพระเจ้าและทรงสั่งสอนอย่างทรงอำนาจ พระองค์ทรงสอนประชาชนถึงความรักของพระเจ้าจากหัวใจ ซึ่งพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และงานช่วยให้รอดของพระองค์ต่อประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พระองค์ได้อธิบายให้เห็นถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขาและบทบาทของพระองค์ มีบางสิ่งที่น่าสนใจในคำเทศน์สอนนั้นและพวกเขาได้ตั้งใจฟังพระองค์

สิ่งที่ทำให้คำสอนของพระเยซูเจ้าเป็นคำสอนที่มีอำนาจ (ซึ่งแตกต่างจากคำสอนของพวกธรรมาจารย์) เพราะ 1) พระองค์สอนจากหัวใจไม่ใช่จากสติปัญญา คำสอนของพระองค์ได้มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าพระบิดา, 2) ทรงให้ความสำคัญไปที่จิตตารมย์ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเชิงบวกได้แก่ “ความรักและความเอาใจใส่” ซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในการประทานธรรมบัญญัติแก่ประชากรของพระองค์ และ 3) คำสอนของพระองค์มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงจิตใจผู้ฟังและสถานการณ์แห่งความยากลำบากที่เขากำลังเผชิญ คำสอนของพระองค์ได้เติมเต็มชีวิตของพวกเขาจากความหวาดกลัว ความเกลียดชังและความว่างเปล่าให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ชีวิตของพวกเขามีคุณค่าและความหมาย

2.           บทเรียนสำหรับเรา

บทอ่านวันนี้ได้ให้บทเรียนและแนวทางในการปฏิบัติที่สำคัญกับเราหลายประการ

ประการแรก เราต้องเปิดใจต่อพระวาจาและคำสอนของพระเยซูเจ้า เพื่อให้พระองค์เปลี่ยนแปลงจิตใจเราและประทานความเข้าใจที่ถูกต้อง ขจัดความหวาดกลัวและความโศกเศร้าให้หมดไปจากใจเรา “พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากนัยน์ตาของเขา จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้และความทุกข์อีกต่อไป เพราะโลกเดิมผ่านพ้นไปแล้ว” (วว 21:4)

ประการที่สอง เราต้องวางใจในพระวาจาและคำสอนของพระเยซูเจ้า แม้ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบาก หล่อเลี้ยงชีวิตของเราด้วยพระวาจาและการภาวนา เพื่อให้พระเยซูเจ้าเติมเต็มชีวิตเรา อีกทั้ง ช่วยขับผีร้ายแห่งความเห็นแก่ตัวและความโน้มเอียงไม่ดีต่างๆ ให้ออกไปจากจิตใจเรา เพื่อเราจะได้เติบโตและเข้มแข็งในการเป็นคริสตชนที่เป็นผู้ใหญ่

ประการที่สาม เราต้องประกาศพระวาจาและคำสอนของพระเยซูเจ้า คาร์ล มาร์ก นักปรัชญาชาวเยอรมันกล่าวว่า “เป้าหมายของปรัชญาไม่ใช่การอธิบายโลกแต่เปลี่ยนแปลงโลก” เช่นเดียวกับพระวรสารที่เราประกาศและเทศน์สอนเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเราเองและผู้อื่น เราต้องพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างดี พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกด้วยความรักและความเอาใจใส่ ลูกเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสอนของท่าน

บทสรุป

พี่น้องที่รัก เราได้เห็นถึงคำสอนที่ทรงอำนาจของพระเยซูเจ้า เราต่างประหลาดใจถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ทรงเชื้อเชิญเราให้มามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าพระบิดาของพระองค์ ในคำสอนพระเยซูเจ้าได้แสดงให้เราค้นพบคุณค่าเชิงบวกของธรรมบัญญัติคือ ความรักและความเอาใจใส่ของพระเจ้า ซึ่งยิ่งใหญ่และอยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ขณะที่พวกธรรมมาจารย์และชาวฟาริสีพยายามรักษาธรรมบัญญัติตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด

คำสอนของพระเยซูเจ้าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของประชาชน ดังนั้น เราจึงเห็นพระองค์ทรงรักษาประชาชนทั้งฝ่ายกายและจิตใจ พระองค์ทรงเรียกเราแต่ละคนให้กลายเป็นประชากรของพระเจ้าผ่านทางศีลล้างบาปที่เราได้รับ ให้เราเจริญชีวิตตามกระแสเรียกของเราแต่ละคนด้วยความเชื่อ ความหวังและความวางใจในพระเยซูเจ้า เพื่อให้พระองค์ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากจิตชั่วและความไม่ดีไม่งามต่างๆ เพื่อเราจะได้ประกาศข่าวดีแห่งความรัก ความเห็นอกเห็นใจและการให้อภัยของพระเจ้า เป็นต้นในครอบครัว หมู่คณะและหมู่บ้านของเรา

คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
danielkhuan@hotmail.com
วัดพระคริสตประจักษ์ นาบัว
27 มกราคม 2012
   

 

 

 
 
 
   
 
 
 
 

แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ อัครสังฆมณฑลท่าแร่ - หนองแส
600 ม.8 อาคารเซนต์ไมเคิล ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47230 โทร. 042 751122
E-mail : admin@genesis.in.th